Banner 1
Prime
Shaping strong foundations for lasting success.
3 กรกฎาคม 2569

จาก “Watchdog” สู่ “Trusted Advisor” บทบาทที่เปลี่ยนไปของ IA เพื่อตอบโจทย์ตลาดทุนไทย

 

 

 

 

 

ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการยกระดับคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบภายในกันไปแล้ว ซึ่งผมหวังว่าจะได้เห็นข้อสรุปในเร็วๆ นี้ หากมองผิวเผิน เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงการเพิ่มเงื่อนไขด้านวุฒิบัตรหรือประสบการณ์ทำงานเท่านั้น

 

 

แต่หากมองให้ลึกลงไป ผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวิชาชีพตรวจสอบภายใน (IA) ในประเทศไทย มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่า “ใครจะมี Cer อะไร” แต่เป็นเพราะบทบาทของ IA กำลังถูกยกระดับสู่หนึ่งในกลไกสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุน

 

 

เป้าหมายของ ก.ล.ต. ในการปรับปรุงหลักเกณฑ์สำหรับบริษัท IPO ครั้งนี้ ชัดเจนว่าต้องการทำให้วิชาชีพ IA สอดคล้องกับมาตรฐาน ป้องกันปัญหาการทุจริต และสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนมากขึ้น สาระสำคัญคือ บริษัท IPO และ SPO จะต้องมีผู้ตรวจสอบภายในที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด ซึ่งครอบคลุมทั้งกรณี IA In-house และ IA Outsource

 

จุดที่น่าสนใจคือ ก.ล.ต. ไม่ได้มองแค่ผิวเผินว่า “บริษัทมีฝ่ายตรวจสอบภายในหรือเปล่า” แต่เริ่มเจาะลึกลงไปถึงขั้นที่ว่า “ใครคือผู้รับผิดชอบสูงสุด” และ “คนๆ นั้นมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่”

 


ภาพนี้คล้ายคลึงกับพัฒนาการของวิชาชีพสอบบัญชี (External Audit) ที่ผู้สอบบัญชีในตลาดทุนไม่ได้เป็นเพียง CPA ทั่วไป แต่ต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติม ได้รับความเห็นชอบ และต้องอยู่ภายใต้สำนักงานที่มีระบบควบคุมคุณภาพ วันนี้วิชาชีพตรวจสอบภายในอาจจะยังเดินไปไม่ถึงจุดนั้นแบบ 100% แต่ทิศทางชัดเจนแล้วว่า การยกระดับต้องเริ่มต้นที่ “ตัวบุคคล” ก่อน

 

 

หลักเกณฑ์ใหม่ระบุว่า ผู้ตรวจสอบภายในต้องมีวุฒิบัตร (เช่น CIA, IAP, CPIAT, PIAC) ในสถานะ Active และต้องมีประสบการณ์ทำงานรวมไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยในจำนวนนี้ ต้องเป็นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานตรวจสอบภายในโดยตรงอย่างน้อย 3 ปี นี่คือการส่งสัญญาณว่า งาน IA ไม่ใช่งานที่ใครจะข้ามสายมาทำก็ได้ หากไม่มีฐานความรู้และมาตรฐานวิชาชีพรองรับ

 

 

แต่... ในมุมมองส่วนตัว ผมแอบตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนด 'ประสบการณ์ในสายงานตรวจสอบภายในโดยตรงแค่ 3 ปี' อาจจะยังน้อยเกินไปสำหรับการก้าวขึ้นมารับผิดชอบสูงสุดในระดับผู้บริหารงานตรวจสอบภายใน (CAE) ของบริษัท IPO
เพราะในโลกความเป็นจริง หากเป็นเด็กจบใหม่ ประสบการณ์ 3 ปีแรกมักจะเป็นการทำงานในระดับปฏิบัติการ หากย้อนดูตัวเองในวันนั้น ตอนอายุ 24 ผมมีประสบการณ์ IA In-house 3 ปีเต็ม และสอบได้ CPIAT ตอนอายุ 26 (ตอนนั้นประสบการณ์ปาไป 5 ปีแล้วในตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย) บอกกันตามตรงว่าในเวลานั้น ผมเองก็ยังไม่ได้เข้าใจบริบทความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ หรือบทบาทของผู้บริหารระดับสูงลึกซึ้งพอที่จะไปเป็นที่ปรึกษา (Trusted Advisor) ให้พวกเขาได้เต็มตัวหรอกครับ 

 

ดังนั้น ประสบการณ์ 3 ปีที่อาจยังไม่ผ่านงานระดับบริหารจัดการ จึงเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับเกณฑ์นี้


จากสัญญาณดังกล่าว ผมมองว่าแนวโน้มของวิชาชีพตรวจสอบภายในจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 7 เรื่อง ดังนี้ครับ


1. ใบ Cer จะกลายเป็น “ใบเบิกทาง” ที่มีน้ำหนักมากขึ้น ที่ผ่านมาหลายองค์กรอาจพิจารณาคนจากประสบการณ์เป็นหลัก แต่หลังจากนี้ วุฒิบัตรวิชาชีพจะมีความสำคัญอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะใบ Cer จะทำให้คนเก่งขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ในสายตาตลาดทุน มันคือ “หลักฐานเบื้องต้น” ว่าบุคคลนั้นมีพื้นฐานความรู้ตามมาตรฐานและผ่านการประเมินมาแล้ว ต่อไปคำถามจากลูกค้า คณะกรรมการตรวจสอบ หรือ FA อาจไม่ใช่แค่ถามว่า "ทีมนี้ทำงานมากี่ปี" แต่อาจจะลงลึกไปถึง:
- คนที่ควบคุมงานมี Certification อะไรบ้าง?
- สถานะยัง Active อยู่หรือไม่?
- มีประสบการณ์ IA สายตรงกี่ปี?
- เคยดูแลงานลักษณะใกล้เคียงกับบริษัทPre-IPO หรือไม่?
2. ประสบการณ์ IA จะถูกแยกออกจากประสบการณ์ทั่วไปอย่างชัดเจน ข้อกำหนดที่ระบุว่าต้องมีประสบการณ์ IA โดยตรงอย่างน้อย 3 ปี เป็นการขีดเส้นชัดเจนว่า ประสบการณ์ด้านบัญชี การเงิน หรือที่ปรึกษา แม้จะมีประโยชน์มาก แต่ก็ไม่สามารถทดแทนประสบการณ์ตรวจสอบภายในได้ทั้งหมด เพราะงาน IA มีวิธีคิดเฉพาะตัว คุณต้องเข้าใจบริบทของ GRC สื่อสารข้อสังเกตอย่างสมดุล และที่สำคัญคือต้องรักษา "ความเป็นอิสระและเที่ยงธรรม" หลังจากนี้ คนที่ทำงาน IA ตัวจริงและสะสมประสบการณ์อย่างเป็นระบบ จะยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นในตลาด
3. IA Outsource จะถูกมองลึกกว่าแค่ความเป็น “บริษัทผู้ให้บริการ” ก.ล.ต. เสนอให้พิจารณาไปถึงบุคคลที่เป็น “ผู้ควบคุมสูงสุดและผู้ลงนาม” ไม่ใช่แค่ดูชื่อบริษัท ในทางปฏิบัติหมายความว่า IA Outsource จะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ใครคือ Partner งานถูกสอบทานโดยใคร และระบบคุณภาพภายในเป็นอย่างไร นี่คือจุดเริ่มต้นที่จะบังคับให้ IA Outsource ต้องเปลี่ยนตัวเองจากแค่ ทีมรับงาน หรือ Freelance ไปสู่การเป็น “สำนักงานวิชาชีพ” ที่มีมาตรฐานชัดเจน ซึ่งระบบการจัดการคุณภาพของสำนักงาน ก็สามารถเดินตามรอยมาตรฐานของสำนักงานผู้สอบบัญชีในตลาดทุน เป็นแนวทางได้เลย และเชื่อว่าวันนั้นจะต้องมาถึงในไม่ช้าแน่นอน

4. คณะกรรมการตรวจสอบจะมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น เมื่อต้องมีการเปิดเผยข้อมูล IA ในแบบ 69-1 และ 56-1 One Report พร้อมความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ หมายความว่าบอร์ดจะไม่เพียงแค่รอดูรายงานผลการตรวจสอบ แต่ต้องลงมาสอบทานคุณสมบัติของ IA ตั้งแต่ต้นทาง ความสัมพันธ์ระหว่าง IA และคณะกรรมการตรวจสอบจะมีความเป็นวิชาชีพและเข้มข้นมากขึ้น
5. การเปิดเผยข้อมูล IA จะเปลี่ยนจาก “แค่ให้มี” เป็น “เครื่องหมายคุณภาพ” เป็นที่รู้กันดีว่า บริษัท IPO และบริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยประวัติของ CAE ในเอกสารสำคัญอย่าง 69-1 และ 56-1 One Report อยู่แล้วเป็นปกติ แต่การที่ มีเกณฑ์คุณสมบัติขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจน จะทำให้หน้ากระดาษที่แสดงโปรไฟล์ของ IA มีความหมายมากกว่าเดิม นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียจะไม่เพียงแค่มองว่า "ใครคือ IA" แต่จะเจาะลึกลงไปว่า IA คนนั้นมี Cer อะไร และมีประสบการณ์สายตรงกี่ปี การเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้จะเปลี่ยนสถานะจากเพียงแค่ ต้องมีตามระเบียบไปสู่ "เครื่องหมายสะท้อนคุณภาพ" ที่ตลาดใช้ประเมินความพร้อมด้าน Governance ของบริษัทอย่างแท้จริง
6. มาตรฐานงานและระบบสอบทานภายใน (Quality Assurance) จะเพิ่มความสำคัญ แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการบังคับขึ้นทะเบียน IA Firm โดยตรง แต่หากดูจากแนวทางของผู้สอบบัญชี การยกระดับบุคคลจะนำไปสู่การยกระดับระบบงานเสมอ 
IA Firm ที่อยากเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาด IPO ต้องเริ่มวางระบบตั้งแต่วันนี้ เช่น ระบบสอบทานงาน (Reviewer) มาตรฐานกระดาษทำการ ระบบควบคุมคุณภาพรายงาน และการทำ QAIP สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้ประเมินคุณภาพในการคัดเลือก IA Firm ในอนาคต
7. ตลาดผู้ให้บริการ IA จะถูกแบ่ง Tier ชัดเจนขึ้น เมื่อมาตรฐานสูงขึ้น ตลาดจะแบ่งแยกกลุ่มชัดเจน ระหว่าง "กลุ่มที่มีความพร้อม" (มีบุคลากรที่มี Cer, มีระบบสอบทาน, มีประสบการณ์รองรับ IPO) กับ "กลุ่มที่ยังทำงานแบบเดิม" (พึ่งพาบุคคลเดียว หรือ Freelance, ไม่มี Reviewer, ขาดมาตรฐานกระดาษทำการ) ในระยะสั้นอาจยังเห็นภาพไม่ชัด แต่ในระยะยาวเมื่อต้องเปิดเผยข้อมูล ความแตกต่างด้านคุณภาพนี้จะสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

 

บทสรุป : การเปิดรับฟังความคิดเห็นของ ก.ล.ต. ครั้งนี้ เป็นมากกว่าการเพิ่มข้อกำหนดด้านเอกสาร แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า วิชาชีพตรวจสอบภายในกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักของความเชื่อมั่นในตลาดทุนอย่างเต็มตัว ซึ่งส่วนตัว [ผมดีใจมากๆ]

 

 

วันนี้เราอาจเริ่มต้นที่ “คุณสมบัติของคน” แต่วันหน้าจะขยับไปสู่ “คุณภาพของระบบงาน”


สำหรับ IA Firm ที่ต้องการเติบโตในเวที IPO คุณจะไม่สามารถใช้เพียงความสัมพันธ์ หรือประสบการณ์เดิมๆ เป็นจุดขายได้อีกต่อไป คำถามที่จะชี้วัดความอยู่รอดคือ คุณมีคนที่มีคุณสมบัติจริงไหม? มีระบบสอบทานงานที่ได้มาตรฐานจริงหรือเปล่า?


เพราะในสมรภูมิตลาดทุน ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากคำกล่าวอ้างที่ว่า “เรามีผู้ตรวจสอบภายในแล้ว” แต่เกิดจากการพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้ตรวจสอบภายในและระบบงานที่อยู่เบื้องหลัง มีคุณภาพมากพอที่จะสะท้อนความเสี่ยง และช่วยปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุนได้อย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

สุธี ตาณวาณิชกุล

CEO of Signature Group

CIA, CPIAT, FAC, CAC-SME, C-DPO

 

 

https://www.facebook.com/share/p/1UBL7kxP7p/

 

 

 

บทความเกี่ยวข้อง

ทำไมต้องสอบ 𝗖𝗜𝗔®... และทำไมหลายคนถึง “ยังไม่สอบ” สักที

ทำไมต้องสอบ 𝗖𝗜𝗔®... และทำไมหลายคนถึง “ยังไม่สอบ” สักที

อ่านเพิ่มเติม
วิสัยทัศน์ที่มาก่อนกาล! เมื่อ CEO ของเรา คว้า CIA ได้สำเร็จ... ก่อนเกณฑ์ใหม่ ก.ล.ต. ประกาศ

วิสัยทัศน์ที่มาก่อนกาล! เมื่อ CEO ของเรา คว้า CIA ได้สำเร็จ... ก่อนเกณฑ์ใหม่ ก.ล.ต. ประกาศ

อ่านเพิ่มเติม
อัปเดตเนื้อหา Gleim CIA Part3: เวอร์ชั่น 2025 เปรียบเทียบกับ 2026-2027

อัปเดตเนื้อหา Gleim CIA Part3: เวอร์ชั่น 2025 เปรียบเทียบกับ 2026-2027

อ่านเพิ่มเติม
อัปเดตเนื้อหา Gleim CIA Part2: เวอร์ชั่น 2025 เปรียบเทียบกับ 2026-2027

อัปเดตเนื้อหา Gleim CIA Part2: เวอร์ชั่น 2025 เปรียบเทียบกับ 2026-2027

อ่านเพิ่มเติม
อัปเดตเนื้อหา Gleim CIA Part1: เวอร์ชั่น 2025 เปรียบเทียบกับ 2026-2027

อัปเดตเนื้อหา Gleim CIA Part1: เวอร์ชั่น 2025 เปรียบเทียบกับ 2026-2027

อ่านเพิ่มเติม
CIA EXAM REVIEW - ถอดบทเรียนจากคน(เคยสอบ)จนท้อ

CIA EXAM REVIEW - ถอดบทเรียนจากคน(เคยสอบ)จนท้อ

อ่านเพิ่มเติม
มาตรฐานสากล เริ่มต้นที่วิสัยทัศน์ของผู้นำ

มาตรฐานสากล เริ่มต้นที่วิสัยทัศน์ของผู้นำ

อ่านเพิ่มเติม