โทร. : 02-079-5499
IPO Preparedness
ที่ปรึกษา IPO และผู้เชี่ยวชาญด้าน Internal Audit สำหรับบริษัทเตรียมเข้าตลาดและบริษัทจดทะเบียน
(Thailand's Specialist in IPO & Listed-Company Internal Audit)
การเตรียมความพร้อมสู่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงการเตรียมผลประกอบการหรือเอกสารสำหรับการระดมทุน แต่เป็นการวางรากฐานขององค์กรให้พร้อมต่อความคาดหวังของตลาดทุน ทั้งในด้านการกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง ระบบควบคุมภายใน เทคโนโลยีสารสนเทศ และศักยภาพของบุคลากร
Signature Group มุ่งเน้นการวางรากฐานด้าน Governance, Risk Management และ Internal Control ที่สามารถรองรับการเติบโตขององค์กรได้อย่างมั่นคง ทั้งในช่วงก่อนและหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO Preparedness) เพื่อสนับสนุนองค์กรในการยกระดับระบบบริหารจัดการให้สอดคล้องกับมาตรฐานตลาดทุน และสร้างความเชื่อมั่นแก่คณะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ผู้สอบบัญชี และหน่วยงานกำกับดูแล
ควบคุมภายใน
เตรียมองค์กรเข้าสู่ IPO
ปัจจัยสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่ IPO
(Key Success Factors for IPO Readiness)
(Tone at the Top)
หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจและการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง รวมถึงการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กรในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การดำเนินการปรับปรุงระบบควบคุมภายในมักเกิดจากข้อเสนอแนะใน
- รายงานของผู้ตรวจสอบภายใน
- รายงาน Management Letter จากผู้สอบบัญชี
หากผู้บริหารแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบ จะช่วยสร้างบรรยากาศของความร่วมมือภายในองค์กร ทำให้พนักงานเข้าใจว่าการปรับปรุงระบบไม่ได้ทำขึ้นเพียงเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบ แต่เพื่อยกระดับการบริหารจัดการขององค์กรในระยะยาว
(Tailor-made)
รายงานจากผู้ตรวจสอบควรสะท้อนลักษณะธุรกิจและสภาพแวดล้อมขององค์กรอย่างแท้จริง ไม่ใช่รูปแบบรายงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกองค์กร ข้อเสนอแนะที่ดีควร
- สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
- พิจารณาทั้งต้นทุนและประโยชน์
- มีแนวทางควบคุมอื่นที่สามารถทดแทนได้ (Compensating Control)
เมื่อข้อเสนอแนะมีความเหมาะสมกับบริบทขององค์กร จะช่วยให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานยอมรับและดำเนินการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้างการกำกับดูแลขององค์กร เช่น
- คณะกรรมการบริษัท
- คณะกรรมการตรวจสอบ
- คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรตั้งแต่ช่วงเตรียม IPO จนถึงหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หากโครงสร้างการกำกับดูแลทำหน้าที่อย่างแท้จริง จะช่วยสนับสนุนให้การบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาระบบควบคุมภายในได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
การนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการดำเนินงานช่วยให้หลายกระบวนการสามารถพัฒนาเป็น Automated Control ซึ่งช่วยเพิ่มความเสถียรของระบบงานและลดการพึ่งพาบุคคลในระดับปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังช่วยลดความผิดพลาดจากการทำงานแบบ manual และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กร
การมีคู่มือการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและการฝึกอบรมการใช้งานระบบอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การดำเนินงานขององค์กรมีความต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในตำแหน่งต่างๆ การพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจในระบบงานจึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืนของระบบควบคุมภายใน
ระบบควบคุมภายในจะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างสม่ำเสมอ และไม่มีการละเว้นขั้นตอนสำคัญ การเกิด Management Override หรือการละเว้นขั้นตอนโดยผู้มีอำนาจ อาจทำให้ระบบควบคุมภายในอ่อนแอลงและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย