การตรวจสอบภายในเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรประเมินและปรับปรุงการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายใน ตลอดจนสนับสนุนการตัดสินใจและการกำกับติดตามของคณะกรรมการกับผู้บริหาร ตามวัตถุประสงค์ของมาตรฐานวิชาชีพสากล การตรวจสอบภายในช่วยเสริมความสามารถขององค์กรในการสร้าง ปกป้อง และรักษาคุณค่า ผ่านการให้ความเชื่อมั่น คำแนะนำ ข้อมูลเชิงลึก และมุมมองต่ออนาคตอย่างเป็นอิสระ อิงความเสี่ยง และเที่ยงธรรม
องค์กรสามารถจัดทรัพยากรงานตรวจสอบภายในได้หลายรูปแบบ ได้แก่:
In-house: จัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบภายในขององค์กรเอง
Outsource: ว่าจ้างผู้ให้บริการภายนอกรับผิดชอบงานส่วนใหญ่หรือทั้งหมด
Co-source: ใช้ทีมภายในร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก
แต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน ไม่มีรูปแบบใดดีที่สุดสำหรับทุกองค์กร การตัดสินใจควรพิจารณาจากขนาด ความซับซ้อน ความเสี่ยง ปริมาณงาน ความเชี่ยวชาญที่ต้องใช้ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ผู้ตรวจสอบภายในไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจหาข้อผิดพลาดหรือการทุจริต แต่ทำหน้าที่ประเมินอย่างเป็นระบบว่าองค์กรมีการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลเพียงใด
ขอบเขตงานอาจครอบคลุม:
ผู้ตรวจสอบภายในควรเปรียบเทียบสภาพการปฏิบัติงานกับเกณฑ์ ระบุสาเหตุและผลกระทบของช่องว่าง ประเมินความเสี่ยงคงเหลือ และสื่อสารข้อเสนอแนะที่ช่วยให้ฝ่ายบริหารจัดลำดับแผนปรับปรุงได้อย่างเหมาะสม
|
ประเด็น |
In-house |
Outsource |
Co-source |
|---|---|---|---|
|
รูปแบบทีมงาน |
บุคลากรภายในองค์กร |
ผู้ให้บริการภายนอก |
ทีมภายในร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก |
|
ความรู้ธุรกิจ |
สะสมได้ต่อเนื่องและเชิงลึก |
ต้องใช้เวลาเรียนรู้ธุรกิจ |
ใช้ความรู้ภายในร่วมกับความเชี่ยวชาญภายนอก |
|
Specialist |
ขึ้นกับขนาดและทักษะของทีม |
เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ตามขอบเขตงาน |
เติมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นครั้งคราว |
|
ความยืดหยุ่น |
ปรับกำลังคนได้จำกัดกว่า |
เพิ่มหรือลดทีมตามโครงการได้ |
ยืดหยุ่นตามแผนตรวจและความเสี่ยง |
|
การบริหารต้นทุน |
มีต้นทุนประจำ |
ต้นทุนตามสัญญาและขอบเขต |
ผสมต้นทุนประจำกับต้นทุนโครงการ |
|
ความต่อเนื่อง |
สูงหากรักษาบุคลากรได้ |
ต้องบริหารการส่งต่อความรู้ |
ทีมภายในช่วยรักษาความต่อเนื่อง |
|
เหมาะกับ |
องค์กรที่มีงานต่อเนื่องและเพียงพอ |
องค์กรที่ยังไม่มีทีม IA หรือขาดทรัพยากร |
องค์กรที่มีทีม IA แต่ต้องการ Specialist หรือกำลังเสริม |
การเลือกรูปแบบควรสนับสนุนกลยุทธ์และแผนตรวจสอบภายในขององค์กร โดยอาจใช้ In-house, Co-source, Outsource with In-house Management หรือ Outsource เต็มรูปแบบตามความเหมาะสม
1. เสริมความเป็นอิสระและมุมมองที่เป็นกลาง
ผู้ให้บริการภายนอกไม่มีบทบาทโดยตรงในการปฏิบัติงานประจำของกระบวนการที่ตรวจ จึงสามารถนำเสนอมุมมองที่เป็นกลางและตั้งคำถามต่อแนวปฏิบัติเดิมได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความเป็นอิสระไม่ได้เกิดจากการเป็นบุคคลภายนอกเพียงอย่างเดียว ต้องมี:
2. เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
บริษัทตรวจสอบภายในที่มีทีมงานหลายสาขาสามารถจัดบุคลากรให้เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละงาน เช่น:
องค์กรควรตรวจสอบประสบการณ์จริงและวุฒิบัตรของบุคลากรที่จะปฏิบัติงาน เช่น CIA, IAP, CPIAT, PIAC หรือ CISA ตามลักษณะงาน ไม่ควรพิจารณาจากชื่อบริษัทหรือรายชื่อวุฒิบัตรโดยรวมเพียงอย่างเดียว
3. เพิ่มความยืดหยุ่นของทรัพยากร
องค์กรสามารถกำหนดจำนวนผู้ตรวจสอบ ระยะเวลา และความเชี่ยวชาญตามแผนตรวจสอบและความเสี่ยงในแต่ละช่วงได้ เช่น:
มาตรฐานภายในของ Signature Group รองรับการใช้ผู้ให้บริการภายนอกเมื่อทรัพยากรไม่เพียงพอ หรือต้องการทักษะเฉพาะทางและการสนับสนุนโครงการพิเศษ
4. จำกัดภาระการสรรหาและพัฒนาทีมงาน
การสร้างทีม In-house ต้องใช้เวลาในการสรรหา พัฒนา และรักษาบุคลากร รวมถึงจัดหาเครื่องมือ วิธีการ และระบบ Quality Assurance
Outsource อาจเหมาะกับองค์กรที่:
อย่างไรก็ตาม หากองค์กรมีแผนงานต่อเนื่องจำนวนมาก การจัดตั้งทีม In-house หรือ Co-source อาจคุ้มค่าและรักษาความรู้ขององค์กรได้ดีกว่า
5. ได้รับวิธีการทำงานและเครื่องมือที่เป็นระบบ
ผู้ให้บริการมืออาชีพควรมีวิธีการทำงานที่ครอบคลุม:
คุณภาพของผู้ให้บริการควรพิจารณาจากวิธีการและหลักฐานการทำงาน มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบรายงานที่สวยงาม
6. ได้รับมุมมองจากหลายอุตสาหกรรมโดยไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้ารายอื่น
ประสบการณ์จากหลายอุตสาหกรรมช่วยให้ผู้ให้บริการเข้าใจรูปแบบความเสี่ยงและแนวปฏิบัติที่หลากหลาย แต่การนำประสบการณ์มาใช้ต้องรักษาความลับและไม่เปิดเผยข้อมูลเฉพาะของลูกค้ารายอื่น
ข้อเสนอแนะควรปรับตาม:
เพื่อให้บทความมีความเป็นกลาง ควรกล่าวถึงข้อจำกัดด้วย
1. ผู้ให้บริการต้องใช้เวลาเรียนรู้ธุรกิจ
ทีมภายนอกอาจยังไม่เข้าใจผลิตภัณฑ์ กระบวนการ วัฒนธรรม ระบบ และประวัติขององค์กรเท่ากับทีม In-house ในช่วงเริ่มต้น จึงต้องมีการ Onboarding และส่งมอบข้อมูลอย่างเป็นระบบ
2. ความรู้บางส่วนอาจไม่ถูกเก็บไว้ในองค์กร
หาก Outsource ทั้งหมดโดยไม่มี Knowledge Transfer องค์กรอาจพึ่งพาผู้ให้บริการมากเกินไป ควรกำหนดให้มีการส่งมอบ Working Knowledge, Issue Tracker, แผนติดตาม และเอกสารที่จำเป็นตามข้อตกลง
3. คุณภาพขึ้นอยู่กับทีมที่ได้รับมอบหมาย
บริษัทผู้ให้บริการอาจมีชื่อเสียง แต่คุณภาพงานจริงขึ้นอยู่กับ Partner, Engagement Manager และผู้ตรวจสอบที่ลงพื้นที่ จึงควรตรวจสอบรายชื่อ ประสบการณ์ และสัดส่วนเวลาของทีมงานตั้งแต่ขั้นเสนอราคา
4. ขอบเขตสัญญาอาจจำกัดความยืดหยุ่น
หากขอบเขตงานกำหนดแคบเกินไป ผู้ให้บริการอาจไม่สามารถขยายงานไปยังประเด็นที่พบใหม่โดยไม่มีการแก้ไขสัญญาหรืองบประมาณเพิ่มเติม
5. ความรับผิดชอบขององค์กรไม่สามารถ Outsource ได้ทั้งหมด
แม้องค์กรจะว่าจ้างบริษัทภายนอก คณะกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบ และฝ่ายบริหารยังคงต้องกำกับดูแลงานตรวจสอบภายใน ให้ข้อมูล พิจารณาผลการตรวจ และติดตามการแก้ไข ไม่สามารถโอนความรับผิดชอบด้าน Governance ไปยังผู้ให้บริการทั้งหมดได้
การให้ฝ่ายบัญชี เจ้าของกระบวนการ หรือผู้บริหารตรวจทานงานของตนเองเป็น Management Review หรือ Internal Control ซึ่งมีประโยชน์ แต่ไม่ควรนำมาใช้ทดแทนหน่วยงานตรวจสอบภายในที่มีความเป็นอิสระ
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่:
1. ขอบเขตไม่ครอบคลุม
ผู้ปฏิบัติงานมีภาระงานประจำและอาจไม่มีเวลาออกแบบขั้นตอนตรวจสอบที่เพียงพอ
2. ความเที่ยงธรรมถูกจำกัด
ผู้ตรวจอาจต้องประเมินกระบวนการ การตัดสินใจ หรือผลงานที่ตนเองมีส่วนรับผิดชอบ
3. มองไม่เห็นสาเหตุเชิงระบบ
ผู้ที่คุ้นเคยกับวิธีทำงานเดิมอาจมองแนวปฏิบัติบางอย่างว่าเป็นเรื่องปกติ แม้จะมีความเสี่ยงหรือการควบคุมไม่เพียงพอ
4. ไม่มีระเบียบวิธีและหลักฐานการตรวจที่เพียงพอ
การตรวจทานทั่วไปอาจไม่มี Audit Program, Sampling, Working Papers และ Evidence ที่รองรับข้อสรุป
5. การติดตามแก้ไขไม่มีเจ้าภาพชัดเจน
ประเด็นที่พบอาจไม่ได้รับการจัดลำดับ ติดตาม และรายงานต่อผู้มีอำนาจอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมกับ หน่วยงานตรวจสอบภายในแบบ In-house ที่จัดตั้งอย่างถูกต้อง เพราะทีม In-house ที่รายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบ มี Charter และปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ สามารถมีความเป็นอิสระและมีประสิทธิผลได้
เหมาะกับ In-house เมื่อ
เหมาะกับ Outsource เมื่อ
เหมาะกับ Co-source เมื่อ
1. ตรวจสอบประสบการณ์ของทีมจริง
ขอรายชื่อและประสบการณ์ของ Partner, Manager และผู้ตรวจสอบที่จะทำงานจริง ไม่ควรพิจารณาเฉพาะประวัติบริษัทโดยรวม
2. พิจารณาวุฒิบัตรและความเชี่ยวชาญที่สัมพันธ์กับงาน
วุฒิบัตรที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วย CIA, IAP, CPIAT, PIAC และ CISA แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับประสบการณ์ในกระบวนการและอุตสาหกรรม
3. ตรวจสอบแนวทางรักษาความเป็นอิสระ
ควรสอบถามถึง:
4. ตรวจสอบวิธีการทำงาน
ผู้ให้บริการควรอธิบายได้ว่าใช้วิธีใดในการ:
5. พิจารณาคุณภาพของรายงานและข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะที่ดีควร:
6. กำหนดขอบเขตและ Deliverables ให้ชัดเจน
สัญญาควรระบุ:
การจัดตั้งทีมตรวจสอบภายในและการจ้างบริษัทตรวจสอบภายในไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องตัดสินว่าแนวทางใดดีกว่าเสมอไป แต่ต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะกับความเสี่ยง ทรัพยากร ความซับซ้อน และเป้าหมายขององค์กร
In-house มีจุดแข็งด้านความรู้ธุรกิจและความต่อเนื่อง Outsource ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ ส่วน Co-source ช่วยผสานความรู้ภายในกับทักษะเฉพาะจากภายนอก
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าจะใช้รูปแบบใด งานตรวจสอบภายในต้องได้รับการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม มีความเป็นอิสระและเที่ยงธรรม มีทรัพยากรและความสามารถเพียงพอ และสามารถส่งมอบข้อเสนอแนะที่ช่วยองค์กรปรับปรุง Governance, Risk Management และ Internal Control ได้จริง
บริษัทตรวจสอบภายในสำหรับองค์กรทั่วไป บริษัทจดทะเบียน และองค์กรเตรียม IPO
Signature Group ให้บริการตรวจสอบภายในแบบ Outsource และ Co-source โดยใช้แนวทางการตรวจสอบที่อิงความเสี่ยง และปรับทีมงานตามขนาด ลักษณะธุรกิจ ระบบสารสนเทศ และวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กร
ขอบเขตบริการสามารถครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง จัดทำแผนตรวจสอบ ตรวจสอบกระบวนการดำเนินงาน ประเมินระบบควบคุมภายใน จัดทำรายงานและข้อเสนอแนะ ตลอดจนติดตามผลการแก้ไข รวมถึงสนับสนุนองค์กรที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่ IPO และบริษัทจดทะเบียน
สำหรับองค์กรที่กำลังเตรียม IPO ควรติดตามหลักเกณฑ์ของ สำนักงาน ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด เนื่องจาก ณ วันที่ปัจจุบันมีร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและประสบการณ์ของผู้ตรวจสอบภายในทั้งแบบ In-house และ Outsource อยู่ระหว่างกระบวนการปรับปรุง ไม่ควรนำเสนอร่างดังกล่าวว่าเป็นข้อบังคับที่มีผลใช้แล้วจนกว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการ
ติดต่อสอบถาม
บริษัท ไอเอ ซิกเนเจอร์ จำกัด
324/ 8-10 หมู่บ้าน เวิร์ฟ เพชรเกษม 81 ถนนมาเจริญ แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160
โทร. : 02-079-5499