คำว่า “การตรวจสอบภายใน” และ “การตรวจสอบบัญชี” มักถูกกล่าวถึงในบริบทของการตรวจสอบข้อมูล การควบคุม และการบริหารความเสี่ยงขององค์กร จึงอาจทำให้เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารบางรายเข้าใจว่างานทั้งสองประเภทมีหน้าที่ใกล้เคียงกัน หรือสามารถเลือกใช้ทดแทนกันได้ในความเป็นจริง การตรวจสอบภายในและการตรวจสอบบัญชีมีวัตถุประสงค์ ขอบเขต ผู้ใช้รายงาน และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จึงมีความสำคัญต่อการเลือกใช้บริการให้ตรงกับความต้องการขององค์กร
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทต้องการประเมินว่ากระบวนการจัดซื้อมีช่องโหว่หรือมีระบบควบคุมที่เพียงพอหรือไม่ การตรวจสอบภายในย่อมตอบโจทย์มากกว่า ขณะที่องค์กรซึ่งต้องการให้ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นต่องบการเงิน ต้องใช้บริการตรวจสอบบัญชีตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง บทความนี้จะอธิบายว่า ตรวจสอบภายใน vs ตรวจสอบบัญชี ต่างกันอย่างไร และธุรกิจควรพิจารณาเรื่องใดก่อนเลือกใช้บริการ
1. การตรวจสอบบัญชี (External Audit / Financial Audit)
2. การตรวจสอบภายใน (Internal Audit)
มุมมองที่ 1: จุดเน้นในการทำงาน
มุมมองที่ 2: ช่วงเวลาและลักษณะของการให้ความเชื่อมั่น
ผู้ประกอบการหลายรายมักเข้าใจผิดว่า "แต่งตั้งผู้สอบบัญชีแล้ว ก็แปลว่าผู้สอบบัญชีต้องรับผิดชอบผู้ประกอบการบางรายอาจเข้าใจว่า เมื่อบริษัทมีผู้สอบบัญชีแล้ว ผู้สอบบัญชีจะต้องตรวจพบการทุจริตทุกกรณี ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากการตรวจสอบบัญชีและการตรวจสอบภายในมีวัตถุประสงค์และขอบเขตที่แตกต่างกัน
บทบาทของผู้สอบบัญชี
ผู้สอบบัญชีพิจารณาความเสี่ยงจากการแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ซึ่งอาจเกิดจากการทุจริตหรือข้อผิดพลาด และออกแบบวิธีการตรวจสอบเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การสอบบัญชีให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่การรับประกันว่าจะสามารถตรวจพบการทุจริตหรือข้อผิดพลาดทุกกรณี โดยเฉพาะกรณีที่มีการสมรู้ร่วมคิด การปลอมแปลงเอกสาร หรือการใช้อำนาจของผู้บริหารแทรกแซงระบบควบคุม
บทบาทของผู้ตรวจสอบภายใน
ผู้ตรวจสอบภายในประเมินความเสี่ยงและความเพียงพอของระบบควบคุมภายใน รวมถึงจุดอ่อนที่อาจเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตหรือข้อผิดพลาด เช่น:
การแบ่งแยกหน้าที่ไม่เหมาะสม
การอนุมัติรายการโดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล
การควบคุมการเบิกจ่ายและเงินสดไม่เพียงพอ
การควบคุมสินค้าคงเหลือที่ไม่รัดกุม
สิทธิ์การเข้าถึงระบบสารสนเทศไม่เหมาะสม
การใช้อำนาจของผู้บริหารเหนือระบบควบคุม
การตรวจสอบภายในมีบทบาทช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงผ่านการประเมินระบบและข้อเสนอแนะ แต่ไม่ควรเขียนว่า “ถูกออกแบบมาโดยตรงเพื่อปิดช่องโหว่การทุจริต” เพราะงานตรวจสอบภายในมีวัตถุประสงค์กว้างกว่าการป้องกันทุจริต
เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และ ตรงจุดในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการควรพิจารณาความต้องการขององค์กรดังนี้
1. เมื่อใดควรใช้บริการตรวจสอบบัญชี?
2. เมื่อไหร่ที่ต้องใช้ "บริการตรวจสอบภายใน"?
การตรวจสอบภายในและการตรวจสอบบัญชีไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เพราะมีวัตถุประสงค์ ขอบเขต และผู้ใช้รายงานแตกต่างกัน การตรวจสอบบัญชีมุ่งให้ความเชื่อมั่นต่องบการเงินแก่ผู้ใช้งบการเงิน ขณะที่การตรวจสอบภายในมุ่งช่วยองค์กรประเมินและปรับปรุงการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง ระบบควบคุมภายใน และประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงาน การเลือกใช้บริการทั้งสองประเภทอย่างเหมาะสมจะช่วยให้องค์กรมีทั้งข้อมูลทางการเงินที่น่าเชื่อถือและระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง โปร่งใส และพร้อมรองรับการเติบโตในระยะยาว Signature Group ให้บริการด้าน Internal Audit Services โดยใช้แนวทางการตรวจสอบที่อิงความเสี่ยง เพื่อช่วยองค์กรประเมินและยกระดับ Governance, Risk Management และ Internal Control ตลอดจนสนับสนุนองค์กรที่กำลังเตรียมความพร้อมสู่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ยกระดับระบบตรวจสอบภายใน เพื่อความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืน หากองค์กรของท่านต้องการประเมินระบบควบคุมภายใน บริหารจัดการความเสี่ยง ลดช่องว่างของกระบวนการ หรือเตรียมความพร้อมสู่ตลาดทุน Signature Group พร้อมสนับสนุนการออกแบบแนวทางตรวจสอบที่เหมาะสมกับบริบทและเป้าหมายขององค์กร
ติดต่อสอบถาม
บริษัท ไอเอ ซิกเนเจอร์ จำกัด
324/ 8-10 หมู่บ้าน เวิร์ฟ เพชรเกษม 81 ถนนมาเจริญ แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160
โทร. : 02-079-5499